Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 


ป่าคำชะโนด หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ประชาชนเดินทางไปขอโชคลาภ ขอพร จากเจ้าปู่ศรีสุทโธ และแม่ย่าปทุมมา


     คำชะโนดมีลักษณะคล้ายๆ กับเกาะ ตั้งโดดเด่นลำพังอยู่กลางทุ่งนา มีน้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่ประมาณ 20 กว่าไร่ มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง เรียกกว่าต้นชะโนด ขึ้นเต็มไปหมด เมื่อได้เข้าไปยังคำชะโนดจะรู้สึกได้ว่าอากาศเย็นสบายตลอดปี ที่นี่พอถึงหน้าฝน รอบๆ เกาะน้ำก็จะท่วมทุกปี แต่ที่คำชะโนดจะไม่ท่วม ชาวบ้านที่นี่บอกว่ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เรียกว่าปล่องพญานาค เคยมีคนนำไม้ไผ่ ลำยาวๆ 3 ต้น มาต่อกัน หยั่งลงไปยังไม่ถึงพื้น ชาวบ้านมีความเชื่อว่าพญานาคได้ออกมาจากวังบาดาลทางบ่อน้ำแห่งนี้ ซึ่งเชื่อว่าใครที่มาอธิฐานขอสิ่งที่ปราถนาหน้าบ่อน้ำแห่งนี้ ก็จะได้ตามที่ประสงค์ หากแต่สิ่งที่ขอนั้น ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น

     ข้อห้ามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คือ ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า หมวก แว่นตา ร่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ บุหรี่ ห้ามโดยเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้คือการดูถูก ดูหมิ่น ต่อผู้ปกปักษ์รักษาผืนป่า ในสมัยก่อนยังห้ามใส่เสื้อสีแดงอีกด้วย ใครใส่ไปก็อยู่ไม่ได้สักคน ต้องรีบออกจากคำชะโนดทันที ต่อมาหลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ ได้ทำพิธีขอยกเว้นเอาไว้ ก็เลยใส่ได้


     ป่าคำชะโนด หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลวังทอง, ตำบลบ้านม่วง และตำบลบ้านจันทร์ ใน อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะขึ้นอยู่กลางทุ่งนา เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซึ่งเป็นพืชจำพวกปาล์ม ความยาวประมาณ 200 เมตร

     ป่าคำชะโนดเป็นสถานที่ๆ ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เป็นสถานที่ๆ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคและสิ่งลี้ลับต่างๆ บ่อยครั้งที่ชาวบ้านในละแวกนั้นจะพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญพระเวสสันดร รวมถึงหญิงสาวที่มายืมเครื่องมือทอผ้าอยู่เป็นประจำ และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงที่อำเภอบ้านดุง แต่น้ำก็ไม่ท่วมบริเวณคำชะโนด เมื่อระดับน้ำลดลง คำชะโนดก็ยังคงอยู่เช่นเดิม


     ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า มีพญานาคอยู่สองตนได้ปกครองเมืองหนองกระแส โดยครึ่งหนึ่งเป็นของ สุทโธนาค (พญาศรีสุทโธ) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ สุวรรณนาค ทั้งสองปกครองเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มีข้อตกลงกันอยู่ว่า ถ้าเมื่อฝ่ายใดออกไปล่าสัตว์หาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน และเมื่อฝ่ายที่ออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาได้นั้น ให้นำมาแบ่งกันอย่างละครึ่ง

     เมื่อถึงสุทโธนาคได้ออกไปล่าสัตว์หาอาหารได้เนื้อช้างมา จึงนำเนื้อช้างที่ได้แบ่งให้สุวรรณนาค พร้อมทั้งนำขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเนื้อช้างจริง อีกครั้งที่สุวรรณนาคออกไปล่าสัตว์หาอาหารอีก ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นำเนื้อเม่น และขนของเม่นไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย แต่สุทโธนาคกลับแสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดูจากขนของเม่นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปริมาณเนื้อที่ได้ก็ควรมีมากกว่าเนื้อของช้าง แต่ปริมาณเนื้อนั้นกลับมีน้อยกว่ามากนัก จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซื่อสัตย์ ฝ่ายสุวรรณนาคพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงเกิดสงครามระหว่างสุทโธนาค และสุวรรณนาค

     พระอินทร์ได้ทราบเรื่อง จึงหาวิธีการที่จะทำให้พญานาคทั้งสองนั้นหยุดทำสงครามกัน โดยให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำขึ้นคนละสาย ถ้าใครสร้างได้ถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำนั้น เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส และด้วยความที่สุทโธนาคมีนิสัยใจร้อน เมื่อพบเจอภูเขากั้นทางแม่น้ำก็จะทำการหลบหลีก โค้งไปโค้งมา จึงเกิดเป็น แม่น้ำโขง (โค้ง) ส่วนทางฝ่ายสุวรรณนาคนั้น ได้ทำการสร้างแม่น้ำขึ้นทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคมีความละเอียด และใจเย็น แม่น้ำที่สร้างขึ้นจึงมีความตรงกว่าแม่น้ำทุกสาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน


     สุทโธนาคเป็นผู้ที่สร้างแม่น้ำได้เสร็จก่อน จึงมีปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้ขอทางขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ไว้อีก 3 แห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ คำชะโนด ซึ่งมีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ให้สุทโธนาค พร้อมบริวารสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ (พญาศรีสุทโธ) และตั้งบ้านเมืองปกครองอยู่ที่คำชะโนดได้เมื่อข้างขึ้น 15 วัน อีก 15 วันข้างแรม ให้กลายเป็นนาค อาศัยอยู่เมืองบาดาล (พญานาคราชศรีสุทโธ)

บทความที่เกี่ยวข้อง